วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2559

การทำให้สตรอเบอรี่ออกดอก

การบำรุงให้สตรอเบอรี่ออกดอกนั้น ต้องอาศัยช่วงแสงที่เหมาะสมคือสตรอเบอรี่จะออกดอกในช่วงที่กลางคืนยาวนาน คือช่วงหน้าหนาวนั่นเอง แต่ปัจจัยที่จะทำให้สตรอเบอรี่ออกดอกดีคือเรื่องของธาตุอาหาร ซึ่งสูตรปุ๋ยนั้นจำเป็นที่จะต้องเลือกมาใช้ให้ถูกจังหวะและสัดส่วนดดยเน้นสัดส่วนของไนโตรเจนและโปแตสเซี่ยมเป็นหลัก คือต้องให้สัดส่วนของไนโตรเจน ต่ำกว่า โปแตสเซี่ยม 1-1.5 เท่าหรือมากกว่า เช่นปุ๋ยสูตร 13-13-21 เป็นต้น ในปัจจุบันปุ๋ยมีมากมายหลายสูตร แต่จงใช้หลักสัดส่วนN:K ในการเลือกใช้ และควรใช้ปุ๋ยที่ใช้แม่ปุ๋ยโปแตสเซี่ยมเป็นซัลเฟต จะดีกว่าคลอไรด์ สำหรับอาหารเสริมทางใบก็ต้องเน้น แคลเซี่ยม โบรอนเป็นหลัก อาจฉีดพ่น 0-42-56หรือ 0-52-34 ร่วมด่้วยก็ได้

วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2558

การปลูกสตรอเบอรี่

การปลูกสตอเบอรี่

บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้แก่เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจที่จะทำการเกษตรทั้งในแบบอาชีพและมือสมัครเล่นที่อยากทดลองทำการเกษตร เพื่อความเพลิดเพลินได้มีแนวทางในการดูแลสตรอเบอรี่ โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่ปลูกง่ายดูแลง่ายในทุกพื้นที่ เช่นพันธุ์พระราชทาน 80 เป็นต้น ในอดีตสตรอเบอรี่ได้ถูกส่งเสริมให้ปลูกในพื้นที่สูง โดยให้ปลูกทดแทนการปลูกฝิ่นของชาวเขา ต่อมาก็มีการขยายพื้นที่ปลูกทั่วไปโดยเฉพาะพื้นที่ของอำเภอสะเมิง อำเภอฝาง เป็นต้น

ลักษณะทั่วไปของสตรอเบอรี่

สตรอเบอรี่จัดเป็นพืชหลายปี แต่ในประเทศไทยโดยส่วนใหญ่แล้วจะปลูกปีเดียวแล้วจะมีการปลูกใหม่ในปีถัดไป โดยจะปลูกมากในพื้นที่สูงเช่นในแถบจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย เป็นต้น
การเจริญเติบโตสตรอเบอรี่ จะแตกกอเป็นพุ่มเตี้ย สูงจากพื้นดิน 6-8 นิ้วทรงพุ่มกว้าง 8 -12 นิ้ว
ระบบรากส่วนใหญ่อยู่ระดับลึกประมาณ 12 นิ้วจากผิวดิน รากมีทั้งรากถาวรและรากและรากชั่วคราว รากจะเจริญขึ้นตามความสูงของต้น
 ลำต้นปกติยาว 1 นิ้ว ความยาวของก้านใบขึ้นกับแต่ละสายพันธุ์ ขอบใบหยัก ใบส่วนใหญ่ประกอบด้วย 3 ใบย่อย และจะมีจำนวนใบ 10 ใบขึ้นไปและจะออกใบทดแทนเมื่อใบเก่าแห้งไป ซึ่งแต่ละใบจะมีอายุ1-3เดือนจึงแห้งไป
 ตาที่โคนของก้านใบจะพัฒนาเป็นตาดอกหรือเป็นไหล  ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ดอกจะออกเป็นช่อ มีกลีบรองดอสีเขียวกลีบดอกสีขาวหรือชมพู เกสรตัวผู้สีเหลืองและเกสรตัวเมียเรียงอยู่บนฐานรองดอก ซึ่งฐานรองดอกนี้จะพัฒนาเป็นเนื้อของผล
 ผลเป็นผลกลุ่ม มีเมล็ดอยู่ด้านนอกผล ขนาดผลและรูปรางผลขึ้นกับสายพันธุ์ และการดูแล ผลจะมีสีเขียวในระยะแรก และค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีขาว เมื่อผลแก่จะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม มีกลิ่นเฉพาะที่หอมหวานน่ารับประทาน ทานรสชาดเปรี้ยวอมหวาน บางสายพันธุ์อาจจะหวานมาก หรือบางสายพันธุ์ อาจมีรสเปรี้ยวมากกว่าหวาน ซึ่งขึ้นอยู่กับวัถุประสงค์ของการปลูกเช่นปลูกเพื่อแปรรูป หรือทานผลสด

สายพันธุ์ของสตรอเบอรี่

* พันธุ์เพื่อการบริโภคสด ได้แก่ พันธุ์พระราชทานเบอร์ 70 ,พันธุ์พระราชทานเบอร์ 80.พันธุ์พระราชทานเบอร์ 50, และพันธ์ุ329 เป็นต้น
* พันธุ์เพื่อการแปรรูป ได้แก่ พันธุ์พระราชทานเบอร์72 และพันธ์ุ 329

ลักษณะที่สำคัญของพันธุ์หลักๆที่ปลูกในประเทศไทย

1.พันธ์พระราชทาน 80 พระราชทานเมือปี2550 ซึ่งเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯครบรอบ 80 พรรษาเป็นลูกผสมสายพันธุ์ญี่ปุ่นนำมาทดลองปลูกที่ดอยอ่างขาง ต้องการความสูงจากระดับนำ้ทะเล 800 เมตร อุณหภูมิ 16-20 องศาเซลเซียส ต่อเนื่องกัน 30 วัน แต่ในปัจจุบันได้มีการนำไปปลูกในหลายพื้นที่ ก็สามารถออกดอกและติดผลได้ในเกือบทุกพื้นที่ ลักษณะเด่นของพันธุ์นี้คือ ผลสุกมีกลิ่นหอม ผลมีลักษณะทรงกรวยหรือกลมปลายแหลม  ขนาดผล 12-15 กรัม ผลมีสีแดงเข้ม รสชาติหวานมากกว่าสายพันธุ์อื่น ทนทานต่อโรค แอนแทรคโนส และราแป้งดี แต่มีข้อด้อยคือ มีความเสียหายจากการขนส่งมากเพราะผลมีรสหวานมากทำให้ผลเสียหายง่าย
2.พันธุ์ 329 เป็นสายพันธุ์ที่ส่งเสริมให้ปลูกโดยกรมส่งเสริมการเกษตร ลักษณะผลคือผลใหญ่เนื้อแข็งแน่น กลิ่นหอม มีรสขาดหวานอมเปรี้ยว เมื่อขนส่งออกจากพื้นที่ไปจำหน่ายความเสียหายเกิดน้อย เป็นสายพันธุ์ที่เหมาะกับการนำไปแปรรูปต่างๆเช่นทำแยม ข้อเสียของพันธุ์นี้เท่าที่มีรายงานคือไม่ต้านทานต่อโรค ไวรัส

การขยายพันธุ์
การขยายพันธุ์สตรอเบอรี่ ทำได้หลายวิธีได้แก่

1. การใช้ไหล ขยายต้นไหลจากพันธุ์ที่สามารถให้ไหลได้ดีซึ่ง 1 ต้นพันธุ์อาจให้ไหลไดถึง1000 ไหลซึ่งไหลที่ดีจะต้องมาจากต้นที่ไม่เป็นโรคไวรัส
2. การแยกต้นหรือแยกหน่อเป็นการแยกต้นจากพันธุ์ที่ออกไหลไม่ดี
3. การใช้เมล็ด ส่วนใหญ่ใช้ในกรณีการผสมข้ามพันธุ์เพื่อให้ได้สายพันธุ์ใหม่
4. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นขบวนการผลิตต้นไหลที่ปลอดโรคเพราะโรคเช่นไวรัสสามารถถ่ายทอดทางไหลได้ และการขยายพันธุ์วิธีนี้ สามารถขยายพันธุ์ให้มีปริมาณต้นไหลเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

การปลูกและการดูแลรักษา
หากต้องการผลผลิตควรปลูกในเดือนกันยายน - กลางเดือนตุลาคม โดยใช้ ต้นไหลมาปลูก สตรอเบอรี่จะออกดอกตั้งแต่ปลายตุลาคม จนถึงมีนาคม ขึ้นกับสภาพพื้นที่แต่ละพื้นที่ เพราะสตรอเบอรี่ มีความต้องการช่วงแสงและอุณหภูมิที่เหมาะกับการออกดอก  รวมทั้งธาตุอาหารที่เหมาะสมด้วย



วิธีการปลูก 


ปลูกในกระถาง โดยการปลูกในวัสดุปลูกคือ ทรายหยาบ + แกลบดิบ +ปุ๋ยคอกเก่า โดยใช้กระถางขนาด 8-10 นิ้ว


การปลูกลงดินควรปรับปรุงดินให้ดี โยการรองพื้นด้วยปุ๋ยคอกเก่า หากดินเป็นกรดจัดก็ต้องใช้พวกโดโลไมท์หวานทิ้งไว้สัก 7 วันก่อยย้ายกล้ามาปลูก ระยะที่ใช้ปลูกที่เหมาะสม จะใช้ระยะปลูกระหว่างแถว 30 - 40 เซนติเมตร ระหว่างต้น 25 - 30 เซนติเมตร
การปลูกไม่ควรปลูกลึกจนดินกลบยอด ควรปลูกให้พอดีคือระดับโคนต่อรากให้เสมอผิวดินไม่ปลูกลึกหรือตื้นเกินไป
ถ้าปลูกลึก คือ ส่วนลำต้นจมอยู่ต่ำกว่าผิววัสดุปลูก หากเชื้อโรคเข้าทางยอดของลำต้นจะทำให้ยอดเน่า
ต้นเจริญเติบโตช้าและอาจถึงตายได้ ถ้าปลูกตื้น คือ ปลูกต้นไหลแล้วรากลอยขึ้นมาเหนือผิววัสดุปลูก ทำให้รากถูกอากาศและแห้ง ต้นเจริญเติบโตช้า ไม่สมบูรณ์ และอาจเป็นสาเหตุให้ต้นตายได้เช่นกัน
 การปลูกควรให้ขั้วไหลด้านที่เจริญมาจากต้นแม่หันเข้ากลางแปลง เพื่อที่จะให้ผลสตรอเบอรี่ที่ผลิตออกมาอยู่ด้านนอกของแปลงได้รับแสงแดดเต็มที่
ทำให้รสชาติดี สะดวกในการเก็บเกี่ยวและลดปัญหาเรื่องโรคของผลได้ ปลูกหลุมละ 1 ต้น การใช้ต้นไหลที่ผ่าน การเกิดตาดอกจากพื้นที่สูงจะทำให้ได้ผลผลิตเร็ว และมีช่วงการเก็บเกี่ยวยาวนานขึ้น
เมื่อปลูกต้นไหลแล้ว ระยะตั้งแต่เดือนตุลาคมไปจนถึงประมาณเดือนธันวาคม ต้นไหลบางพันธุ์จะผลิตส่วนไหลออกมาเรื่อยๆ ให้เด็ดหรือตัดส่วนไหลออกให้หมดทุกต้น ไม่ควรเลี้ยงไหลไว้เพื่อใช้ปลูกต่อไป เพราะจะทำให้ต้นที่ย้ายปลูก (ต้นเดิมที่นำลงมาจากภูเขา)สร้างตาดอกรุ่นต่อมาช้าลง และทำให้ต้นโทรม ขาดความแข็งแรงได้นอกจากนี้ยังจะกระทบกระเทือนต่อผลผลิตรวมทั้งแปลงอีกด้วย
ไม่ควรใส่ปุ๋ยเคมีตอนปลูกใหม่ เพราะอาจทำให้ระบบรากเสียหายและต้นตาย ได้ ควรให้เฉพาะน้ำจนกว่าจะเห็นว่าต้นไหลติดีแล้วสังเกตจากเริ่มแตกใบอ่อนออกมา
 

การให้น้ำ + การให้ปุ๋ย

การปลูกในแปลงการให้นำ้และป๋ยส่วนใหญ่จะใช้การวางท่อนำ้หยดหรือทีท่อนำ้พุ่งวางไว้ใต้ผ้ายางคลุมแปลงหรือใบตองตึง ปุ๋ยก็อาจให้ทางระบบท่อได้แต่ต้องให้ตามกำหนดผลผลิตถึงจะดีและการให้ปุ่ยหว่านทางดินเป็นวิธีที่เหมาะสมและประหยัดกว่า การหว่านปุ๋ยไม่ควรหว่านขิดโคน ปุ๋ยที่ใช้ ก็อาจจะเป็นสูตร 25-7-7 หรือ15-0-0 หรือ 15-15-15 ประมาณนี้คือให้ไนโตรเจนสูงในช่วงเร่งโตเพื่อให้มีใบเยอะๆเพราะถ้าใบมากผลก็มีแนวโน้มที่จะมีขนาดใหญ่ หลังจากที่ต้นมีใบพร้อมออกดอกแล้วก็ต้องปรับสูตรมาเป็นเน้นตัวหลังK ให้สูงกว่าไนโตรเจนเช่น 13-13-21.15-7-18   หรือ 17-0-20 เป็นต้น ส่วนการปลูกในกระถางอาจให้ปุ๋ยทั้งปุ๋ยเม็ดและปุ๋ยนำ้ควบคู่กันได้

โรค แมลง และศัตรูพืช

สตรอเบอรี่เป็นพืชหนึ่งที่มีโรค แมลง และศัตรูรบกวนมาก นับตั้งแต่ระยะกล้าไปจนถึงระยะเก็บเกี่ยว
การป้องกันตั้งแต่ระยะแรกจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะโรคของสตรอเบอรี่บางโรคการป้องกันไม่ให้เกิดโรคได้ และสามารถทำได้ง่ายกว่าการกำจัดหลังจากที่โรคระบาดทำความเสียหายแล้ว เช่น โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส
การป้องกันไม่ให้โรคและแมลงเข้าทำลายส่วนต่างๆของสตรอเบอรี่ทำได้หลายวิธี ได้แก่ การใช้พันธุ์ที่ต้านทานโรคใช้ต้นไหลที่แข็งแรงจากต้นแม่พันธุ์ที่ปลอดโรคและต้านทานโรค  มีการให้น้ำและปุ๋ยอย่างถูกต้องเหมาะสม การป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยชีววิธี ก็จะสามารถลดปัญหาการเข้าทำลายของศัตรูสตรอเบอรี่ได้ระดับหนึ่ง ส่วนการใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดศัตรูสตรอเบอรี่นั้น เกษตรกรควรใช้เป็นทางเลือกสุดท้าย เพราะการใช้สารเคมีอย่างไม่ถูกต้องและเหมาะสม จะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพทั้งของเกษตรกรและผู้บริโภค
โรคสตรอเบอรี่ที่สำคัญ
 1.โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส จะแสดงอาการใบหงิก ย่น หรือมีอาการใบด่าง ใบผิดรูปร่าง ใบม้วนขึ้น ต้นเตี้ย แคระแกรน ข้อสั้น ทรงพุ่มมีใบแน่นขนาดใบเล็กกว่าปกติ ต้นพืชอ่อนแอ ชะงักการเจริญเติบโตและทำให้ผลผลิตลดลง พบว่าแมลงพวกปากดูด ได้แก่ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ และไส้เดือนฝอยบางชนิดเป็นพาหะของโรค โรคนี้เมื่อเกิดแล้วไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ นอกจากการป้องกันโดยคัดเลือกกล้าที่ไม่เป็นโรค ทำการอบดินเพื่อทำลายไส้เดือนฝอยที่เป็นพาหะของโรคไวรัส กำจัดแมลงพวกเพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน ซึ่งเป็นพาหะของโรค เมื่อพบว่ามีต้นที่แสดงอาการผิดปกติดังกล่าวให้ขุดออกไปเผาทำลายทันที และการบำรุงพืชให้แข็งแรงอยู่เสมอจะช่วยต้านทานเชื้อโรคได้

การป้องกันกำจัดแมลงพาหะของเชื้อไวรัส
เพลี้ยไฟ จะเป็นศัตรุหลักของสตรอเบอรี่เนื่องจากช่วงเดือนตุลาคม-มีนาคม เป็นช่วงที่อากาศแห้งลมแรง การระบาดของเพลี้ยไฟค่นข้างรุนแรง ส่วนเพลี้ยอ่อนแมลงหวี่ขาวก็อาจพบได้ในบางพื้นที่การฉีดพ่นสารเคมีที่มีค่า LD50 สูงๆ เพื่อ ป้องกันการระบาดของแมลงพาหะโดยการฉีดเป็นตารางก็จะป้องกันได้
สารเคมีที่แนะนำก็จะมี อิมิดาคลอพริด  ไดโนทีฟูแรน โคลไทอะนีดิน ผสมกับสารพวกพาราฟินออยล์
สลับกับการพ่นยาเชื้อ บิววาเรีย เป็นต้น สำหรับโรคไวรัส ในงานวิจัยต่างประเทศ จะใช้วิธีป้องกันไวรัสโดยการฉีดสารกระตุ้นให้มีการสร้างสารภูมิคุ้มกัน ซึ่งเ)้นสารกลุ่ม ซาลิไซลิคแอซิด ฉีดพ่นป้องกันสมำ่เสมอก่อนเกิดโรค

2. โรคแอนแทรคโนส (โรคกอเน่า) เกิดจากเชื้อราคอลเล็คโตตริคัม จะแสดงอาการเริ่มจากแผลเล็กๆสีม่วงแดงบนไหล แล้วลุกลามไปตลอดความยาวของสายไหล แผลที่ขยายยาวมากขึ้นจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล รอบนอกของแผลเป็นสีเหลืองอมชมพูซีด แผลที่แห้งเป็นสีน้ำตาลทำให้เกิดรอยคอดของไหลบริเวณที่เป็นแผล ต้นไหลอาจจะยังไม่ตาย แต่เมื่อย้ายต้นไหลที่มีการติดเชื้อลงมาปลูกบริเวณพื้นราบ หากสภาพอากาศเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเขื้อ(อากาศร้อนชื้น) สตรอเบอรี่จะแสดงอาการใบเฉาและต่อมาจะเหี่ยวอย่างรวดเร็ว พบว่าเนื้อเยื่อส่วนกอด้านในมีลักษณะเน่าแห้ง มีสีน้ำตาลแดง หรือบางส่วนเป็นแผลขีดสีน้ำตาลแดง และต้นจะตาย ในที่สุด โรคนี้สามารถเกิดที่ผลสตรอเบอรี่ได้ด้วย พบอาการเป็นแผลลักษณะวงรี สีน้ำตาลเข้ม แผลบุ๋มลึกลงไปในผิวผล เมื่ออากาศชื้นสามารถมองเห็นหยดสีส้ม ซึ่งเป็นกลุ่มของสปอร์ขยายพันธุ์ของเชื่อราอยู่ในบริเวณแผล

3.โรคใบจุด เกิดจากเชื้อรารามูลาเรีย โรคนี้จะปรากฎกับต้นแม่และต้นกล้า พบอาการระบาดรุนแรงในแปลงที่ปลูกกัน
มานาน การควบคุมโรคไม่ดีพอ แปลงที่มีวัชพืชมาก อาการเริ่มแรกจะเห็นแผลขนาดเล็กสีม่วงแก่บนใบ
ต่อมาแผลขยายขนาด รอบแผลสีม่วงแดง กลางแผลสีน้ำตาลอ่อนถึงขาวหรือเทา แผลค่อนข้างกลมคล้ายตานก
สีอาจเปลี่ยนไปบ้างแล้วแต่ความรุนแรงของโรคและการตอบสนองของพืช อาการอาจปรากฎบนก้านใบ
หรือบางครั้งพบอาการที่ผลด้วย
4. โรคเหี่ยว เป็นผลมาจากอาการรากเน่าโคนเน่า ซึ่งเกิดจากเชื้อราไฟทอปทอร่า จะพบการตายของราก โดยเริ่มจากปลายรากแล้วลุกลามต่อไปรากแขนงจะเน่าบริเวณท่อน้ำท่ออาหารเป็นสีแดง อาการเน่าสามารถลามขึ้นไปจนถึงโคนต้น ถ้าหากอาการไม่รุนแรงพืชจะแสดงอาการเพียงแคระแกรน แต่ถ้าอาการรุนแรงจะเหี่ยวทั้งต้น ใบเป็นสีเหลืองจนถึงสีแดง และทำให้พืชตายได้ภายใน 2 - 3วัน เมื่อถอนต้นดูพบว่าก้านใบจะหลุดออกจากกอได้ง่าย ท่อลำเลียงภายในรากถูกทำลายจนเน่าทั้งหมด

การป้องกันกำจัด ในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนเมษายน ควรวางแผนจัดการในการผลิตต้นไหลให้ปราศจากเชื้อโรคควรฉีดพ่น ด้วยสารกำจัดเชื้อรา เช่น แมนโคเซบ  คาซูก้ามัยซิน  คาร์เบนดาซิม อีทาบอกแซม เป็นต้น สลับกับการใช้ยาเชื้อบาซิลัส หหรือไตรโคเดอรม่า

แมลงศัตรูที่สำคัญของสตรอเบอรี่ 

 1. ไรสองจุด เป็นศัตรูที่สำคัญของการผลิตผลสตรอเบอรี่ ไรจะดูดน้ำเลี้ยงจากใบสตรอเบอรี่โดยเฉพาะบริเวณใต้ใบ ทำให้ผิวใบบริเวณที่ไรดูดทำลายมีลักษณะกร้าน ใต้ใบเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดง ผิวใบด้านบนจะเห็นเป็นจุดด่างขาวเล็กๆกระจายอยู่ทั่วไป เมื่อการทำลายรุนแรงขึ้น จุดด่างขาวเล็กๆเหล่านี้จะค่อยๆแผ่ขยายติดต่อกันไปเป็นบริเวณกว้าง จนทำให้ทั่วทั้งใบมีลักษณะเหลืองซีด ต่อมาใบบนจะมีสีนำ้ตาลไหม้และใบร่วง เป็นผลทำให้สตรอเบอรี่ชงักการเจริญเติบโต ต้นแคระแกรน ให้ผลผลิตน้อยลง พบระบาดมากในสภาพอากาศแห้งความชื้นต่ำ สารเคมีที่กำจัด คือ สารไพริดาเบนผสมกับพาราฟินออยล์ หากอาการแห้งจัดควรสเปรย์น้ำร่วมเพื่อลดการระบาด



 2. หนอนด้วงขาว เป็นหนอนของด้วงปีกแข็ง ตัวสีขาว ปากมีลักษณะปากกัด สีน้ำตาลอ่อน เจริญเติบโตจากไข่ที่อยู่ใต้ดิน จะเริ่มกัดกินรากสตรอเบอรี่ในช่วงปลายฤดูฝน ทำให้รากไม่สามารถดูดน้ำได้ เมื่อใบคายน้ำจึงทำให้ใบเหี่ยวรูใบปิด ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่สามารถฟุ้งกระจายเข้าสู่ใบ การสังเคราะห์แสงจะลดลง ทำให้ต้นสตรอเบอรี่อ่อนแอ ชงักการเจริญเติบโต เมื่อพบอาการดังกล่าวให้ขุดหาหนอนแล้วทำลาย ในการเตรียมแปลงให้ย่อยดินให้ละเอียด โดยเฉพาะพื้นที่เปิดใหม่ใกล้ป่าหรือใกล้กองปุ๋ยหมัก ใช้สารเคมีประเภทคลอร์ไพริฟอสราดบริเวณที่พบ สารเคมีดังกล่าวเป็นสารเคมีกำจัดแมลงประเภทสัมผัสและกินตาย มีพิษตกค้าง 20 - 25 วันในดิน เช่น ไดคลอวอส คลอไพรีฟอส
 3. เพลี้ยอ่อนเป็นแมลงปากดูด จะดูดน้ำเลี้ยงของใบ ก้านใบ ด้านท้ายลำตัวเพลี้ยอ่อนมีท่อยื่นออกมา 2 ท่อ ใช้ปล่อยสารน้ำหวานเป็นอาหารของเชื้อรา ทำให้พืชสกปรกเกิดราดำ พืชสังเคราะแสงได้ลดลง
ทำให้ชงักการเจริญเติบโต ใบหงิกย่น เพลี้ยอ่อนจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มตามส่วนยอดช่อดอกและขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว
4.เพลี้ยไฟ เป็นแมลงศัตรุที่ก่อให้เกิดความเสียหายมาก ที่สุดเพราะทำให้สตรอเบอรี่แคระแกร็นไม่โต   เป้นโรคไวรัส ใบที่ถูกทำลายจะมีอาการช้ำ หงิกงอ ผลบิดเบี้ยวผิดรูปเพราะเพลี้ยไฟดูดกินนำ้เลี้ยงตั้งแต่ผลยังเล็ก













 5. หนอนประกบใบ หนอนใย หนอนกระทู้กินใบ หนอนร่าน อาจพบได้ในบางพิ้นที่ ป้องกันกำจัดด้วยสาร อิมาเม็คติน  อินด๊อกซาคารบ ไดคลอวอส  คาร์แทบฯ  เป็นต้น
6.หอยทาก อาจรุนแรงในบางพื้นที่ กำจัดโดยใช้เยื่อล่อเช่น เมทัลดีไฮด์